Thai
 
   Member Login
Username :
Password :
   Search
   ปฏิทินกิจกรรม
สิงหาคม 2019
อา.จ.อ.พฤ.
   Web link
ภาษาไทย : English
 
     

ข้อ 1
ขอบเขตของอนุสัญญา
1.   ของเสียดังต่อไปนี้ที่มีการเคลื่อนย้ายข้ามแดน ถือว่าเป็น  ของเสียอันตรายเพื่อความมุ่ง
      ประสงค์ของอนุสัญญานี้
    
     (ก) ของเสียประเภทที่ระบุในภาคผนวก 1 เว้นแต่ที่ไม่เข้าลักษณะใดลักษณะหนึ่งที่ระบุในภาค
          ผนวก
3 และ
    
     (ข) ของเสียที่ไม่อยู่ในข่ายของวรรค (ก) แต่ไดัรับการนิยามหรือได้รับการพิจารณาว่าเป็นของ
          เสียอันตรายโดย
กฏหมายภายในของภาคีผู้ส่งออก ผู้นำเข้าหรือผู้ถูกนำผ่านแดน
2.   ของเสียประเภทที่ระบุในภาคผวก 2 ที่มีการเคลื่อนย้ายข้ามแดนถือว่าเป็น ของเสียอื่น เพื่อ
      ความ
 มุ่ง ประสงค์ ของ อนุสัญญานี้
3.   ของเสียซึ่งเป็นผลมาจากการเป็นวัตถุกัมมันตรังสี ที่อยู่ภายใต้ระบบการควบคุมระหว่างประเทศ
      ระบบอื่น รวมทั้ง
ตราสารระหว่างประเทศที่ใช้บังคับเฉพาะกับวัตถุกัมมันตรังสี อยู่นอกขอบ
      เขตอนุสัญญานี้
4.   ของเสียซึ่งเกิดขึ้นจากการปฏิบัติการตามปกติของเรือ การระบายทิ้งของเสียดังกล่าว ซึ่งอยู่ใน
      บังคับโดยตราสาร
ระหว่างประเทศฉบับอื่น  อยู่นอกขอบเขตของอนุสัญญานี้
ข้อ 2
คำนิยาม
เพื่อความมุ่งประสงค์ของอนุสัญญานี้       
1.   “ของเสีย  หมายถึง สารหรือวัตถุซึ่งถูกกำจัดหรือเจตนาจะกำจัดหรือต้องกำจัด โดยบทบัญญัต
      ของกฏหมายแห่งชาติ
        
2.   “การจัดการ’’  หมายถึง การเก็บรวบรวม การขนส่ง และการกำจัดของเสียอันตรายหรือของเสีย
      อื่น รวมทั้งการดูแล
รักษาสถานที่กำจัดภายหลังการกำจัดด้วย 
3.  “การเคลื่อนย้ายข้ามแดน หมายถึง การเคลื่อนย้ายของเสียอันตรายหรือของเสียอื่นจากพื้นที่
      ภายใต้เขตอำนาจ
แห่งรัฐหนึ่งไปยังหรือผ่านพื้นที่ภายใต้เขตอำนาจแห่งชาติของรัฐหนึ่ง
      หรือไปยังหรือผ่านพื้นที่ที่มิได้อยู่ภายใต้
เขตอำนาจแห่งรัฐใด โดยมีรัฐที่เกียวข้องในการเคลื่อน
      ย้ายอย่างน้อย 2 รัฐ
4.   “การกำจัดหมายถึงการปฏิบัติการใด ที่ระบุไว้ในภาคผนวก 4 แห่งอนุสัญญานี้
5.    สถานที่หรือสิ่งอำนวยความสะดวกที่ได้รับความเห็นชอบหมายถึง สถานที่หรือสิ่งอำนวย
      ความสะดวก
สำหรับการกำจัดของเสียอันตรายหรือของเสียอื่นซึ่งได้รับมอบอำนาจหรืออนุญาต
      ให้ปฏิบัติการเพื่อ ความมุ่งประสงค์นี้ โดยหน่วยงานผู้มีอำนาจที่เกี่ยวข้องของรัฐซึ่งสถานที่หรือ
      สิ่งอำนวยความสะดวกนั้นตั้งอยู่
 
6.  หน่วยงานผู้มีอำนาจ หมายถึง หน่วยงานผู้มีอำนาจของรัฐบาลซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยภาคีให้
      รับผิดชอบภายใน
พื้นที่ ทางภูมิศาสตร์ตามที่ภาคีเห็นว่าเหมาะสมเพื่อรับแจ้งเกี่ยวกับการเคลื่อน
      ย้ายข้ามแดนของของเสียอันตรายหรือของเสียอื่นและข้อมูลข่าวสารใดที่เกียวข้องและเพื่อตอบ
      สนองต่อการแจ้งเช่นว่าตามที่กำหนดไว้ในข้อ 6
7.    ศูนย์ประสานงาน หมายถึง องค์กรของภาคีที่อ้างถึงในข้อ 5 ซึ่งรับผิดชอบในการ
      รับและการส่งข้อมูลข่าวสาร
ตามที่กำหนดไว้ในข้อ 13 และ 16
8.  การกำจัดของเสียอันตรายหรือของเสีย อื่นที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ” หมายถึง การดำเนินการ
      ตามขั้นตอนที่
เป็นไปใด้ในทางปฎิบัติทั้งปวงเพื่อ ประกันว่าของเสียอันตรายหรือของเสียอื่นได้
      รับการจัดการในลักษณะที่จะคุ้มครอง สุขภาพอนามัยของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมต่อผลกระทบ
      ร้ายแรงซึ่งอาจเป็นผลมาจากของเสียดังกล่าว
9.  พื้นที่ภายใต้เขตอำนาจแห่งรัฐ ” หมายถึง พื้นดิน พื้นที่ทางทะเล หรือห้วงอากาศใดซึ่งรัฐรับผิด
      ชอบ
ด้านการบริหารและกฏระเบียบตามกฎหมายระหว่างประเทศในส่วนที่เกียวข้องกับการคุ้ม
      ครองสุขภาพอนามัยของ มนุษย์หรือสิ่งแวดล้อม
10.  รัฐผู้ส่งออก หมายถึง ภาคีซึ่งมีการวางแผนที่จะเรี่ม หรือได้เริ่มการเคลื่อนย้ายข้ามแดนของของ
      เสียอันตรายหรือ ของเสียอื่นออกไป
11.   รัฐผู้นำเข้า” หมายถึง ภาคีซึ่งมีการวางแผน หรือมีการเคลื่อนย้ายข้ามแดนของของเสียอันตราย
      หรือของเสียอื่นเข้ามาเพื่อความมุ่งประสงค์ในการกำจัดภายในประเทศนั้นหรือเพื่อความมุ่ง
      ประสงค์ในการขนถ่ายก่อนนำไปกำจัดในพื้นที่ซึ่งมิได้อยู่ภายใต้เขตอำนาจแห่งรัฐใด
12.   รัฐที่ถูกนำผ่านแดน หมายถึง รัฐใดๆ นอกเหนือจากรัฐผู้ส่งออกหรือนำเข้าซึ่งถูกวางแผนให้
      มีการเคลื่อนย้าย หรือได้เคลื่อนย้ายของเสียของเสียอันตรายหรือของเสียอื่นผ่านแดน
13.  รัฐที่เกี่ยวข้องหมายถึง ภาคีซึ่งเป็นรัฐผู้ส่งออกหรือนำเข้า หรือรัฐที่ถูกนำผ่านแดนไม่ว่า
      จะเป็นภาคีหรือไม่ก็ตาม
14.  บุคคลหมายถึง บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลใดๆ
15.  “ผู้ส่งออก หมายถึง  บุคคลใดก็ตามซึ่งอยู่ภายใต้เขตอำนาจแห่งรัฐผู้ส่งออกซึ่งเป็นผู้จัดให้มีการ
      ส่งออกของเสีย
อันตรายหรือของเสียอื่น         
16.  ผู้นำเข้า หมายถึง บุคคลใดก็ตามซึ่งอยู่ภายใต้เขตอำนาจแห่งรัฐผู้นำเข้าซึ่งเป็นผู้จัดให้มี
      การนำเข้าของเสีย
อันตราย หรือของเสียอื่น   
17. 
ผู้ขนส่งหมายถึง บุคคลใดก็ตามที่ผู้ดำเนินการส่งของเสียอันตรายหรือของเสียอื่น
18.  ผู้ก่อกำเนิดหมายถึงบุคคลใดก็ตามซึ่งกิจกรรมของตนก่อกำเนิดของเสียอันตรายหรือของเสีย
      อื่นหรือหากหา
ตัวบุคคลผู้นั้นไม่ได้ให้หมายถึงบุคคลผู้ครอบครองและ/ หรือควบคุมของเสีย
      เหล่านั้น
   
19. 
ผู้กำจัดหมายถึง บุคคลใดก็ตามซึ่งถูกขนส่งของเสียอันตรายหรือของเสียอื่นไปให้และเป็นผู้ดำเนิน
      การกำจัด
ของเสียดังกล่าว         
20. 
องค์การความร่วมมือทางการเมืองและ/หรือทางเศรษฐกิจ หมายถึง องค์การที่ก่อตั้งขึ้นโดยรัฐ
      อธิปไตยซึ่ง
รัฐสมาชิกได้โอนอำนาจเกี่ยวกับเรื่องในบังคับของอนุสัญญานี้ไปให้ และซึ่งได้รับมอบ
      อำนาจอย่าง
ถูกต้องตามวิธีดำเนินการภายในของตนให้ลงนาม สัตยาบัน ยอมรับ เห็นชอบยืนยัน
      อย่างเป็นทางการหรือภาคยานุวัติ
อนุสัญญานี้
21.  การขนย้ายที่ผิดกฏหมาย หมายถึงการเคลื่อนย้ายข้ามแดนของของเสียอันตรายหรือของเสีย
      อื่นตามที่ระบุไว้ใน
ข้อ 9
ข้อ 3
คำนิยามของเสียอันตรายแห่งชาติ     
1.   ภายใน 6 เดือนหลังจากเข้าเป็นภาคีอนุสัญญานี้ ภาคีแต่ละฝ่ายต้องแจ้งให้สำนักเลขาธิการอนุสัญญา
      ทราบถึงของเสีย
อื่นนอกเหนือจากที่ระบุไว้ในภาคผนวก 1 และ 2 ซึ่งได้รับการพิจารณาหรือกำหนด
      ให้เป็นของเอันตรายภายใต้
กฏหมายแห่งชาติ และข้อกำหนดใดที่เกี่ยวข้องกับขั้นตอนเคลื่อนย้าย
      ข้ามแดน ซึ่งใช้บังคับต่อของเสียดังกล่าว
            
2.   ภาคีแต่ละฝ่ายต้องแจ้งให้สำนักเลขาธิการทราบภายหลังถึงการเปลียนแปลงใดๆที่สำคัญของข้อมูล
      ข่าวสารที่
ได้แจ้งไว้ตามวรรค 1 
3.   สำนักเลขาธิการต้องแจ้งให้ภาคีทั้งปวงทราบโดยทันทีถึงข้อมูลข่าวสารที่ได้รับตามวรรค 1
      และ 2
           
4.   ภาคีต้องรับผิดชอบในการทำให้ข้อมูลข่าวสารที่ตนได้รับจากสำนักเลขาธิการตามวรรค 3 พร้อม
      ที่จะให้แก่ผู้ส่งออก
ของตน
ข้อ 4 
พันธกรณีทัวไป        
1.   (ก) ภาคีซึ่งใช้สิทธิของตนในการห้ามนำเข้าของเสียอันตรายหรือของเสียอื่นเพื่อการกำจัดอื่นต้อง
      แจ้งภาคีอื่นให้ทราบถึง
การตัดสินใจของตนตามข้อ 13        
     
(ข) ภาคีต้องห้ามหรือต้องไม่อนุญาตให้มีการส่งออกของเสียอันตรายและของเสียอื่นไปยังภาคีซึ่งได้
      ห้ามการนำเข้า
ของเสียดังกล่าวเมื่อได้รับแจ้งตามอนุวรรค (ก) ข้างต้น    
     
(ค) ภาคีต้องห้ามหรือต้องไม่อนุญาตให้มีการส่งออกของเสียอันตรายและของเสียอื่นหากรัฐผู้นำเข้า
      ไม่ยินยอมเป็น
ลายลักษณ์อักษรต่อการนำเข้านั้นเป็นการเฉพาะ ในกรณีที่รัฐผู้นำเข้านั้นไม่ได้ห้ามการ
      นำเข้าของเสียดังกล่าว
  
2.   ภาคีแต่ฝ่ายต้องดำเนินมาตรการที่เหมาะสมเพื่อ 
   
      (ก) ประกันว่าการก่อกำเนิดของเสียอันตรายและของเสียอื่นภายในรัฐของตนถูกลดลงให้ต่ำที่สุดโดย
      คำนึงถึง
ด้านสังคม เทคโนโลยี และเศรษฐกิจ   
     
(ข) ประกันว่า มีสิ่งอำนวยความสะดวกในการกำจัดที่เพียงพอสำหรับการจัดการของเสียอันตรายและ
      ของเสียอื่นที่
เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งต้องตั้งอยู่ในรัฐนั้น  เท่าที่จะเป็นไปใด้ ไม่ว่าสถานที่กำจัดจะ
      เป็นอย่างไรก็ตาม
    
     
(ค) ประกันว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการจัดการของเสียอันตรายหรือของเสียอื่นในรัฐของตนจะดำเนิน
      การตามขั้นตอน
ที่จำเป็นเพื่อป้องกันมลพิษจากของเสียอันตรายและของเสียอื่นซึ่งเกิดขึ้นจากการ
      จัดการดังกล่าว และหากมลพิษ 
ดังกล่าวเกิดขึ้นต้องลดผลที่จะเกิดขึ้นต่อสุขภาพอนามัยของมนุษย์
      และสิ่งแวดล้อมให้ต่ำที่สุด
     (ง) ประกันว่าการเคลื่อนย้ายข้ามแดนของของเสียอันตรายและของเสียอื่นได้รับการลดให้ต่ำที่สุดให้
      สอดคล้องกับการ
 จัดการของเสียดังกล่าวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและมีประสิทธิภาพ และได้กระทำ
      ในลักษณะที่จะคุ้มครอง
 สุขภาพอนามัยของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมจากผลกระทบที่ร้ายแรงซึ่งอาจเป็น
      ผลจากการเคลื่อนย้ายดังกล่าว
    
      (จ) ไม่อนุญาตให้มีการส่งออกของเสียอันตรายหรือของเสียอื่นไปยังรัฐหรือกลุ่มรัฐที่อยู่ในองค์การ
      ความร่วม
มือทางการเมืองและ / หรือทางเศรษฐกิจซึ่งเป็นภาคี โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศกำลัง
      พัฒนาที่ได้ห้ามการนำเข้าทั้งปวง
โดยกฏหมายของตน  หรือหากมีเหตุผลที่จะเชื่อได้ว่าของเสียที่เป็น
      ปัญหาจะไม่ได้รับการจัดการที่เป็นมิตรกับ
 สิ่งแวดลล้อมตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดโดยภาคีทั้ง
      หลายในการประชุมครั้งแรก
     
      (ฉ) กำหนดให้จัดข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการเสนอขอเคลื่อนย้ายข้ามแดนของของเสียอันตรายและ
      ของเสียอื่นให้แก่
รัฐที่เกี่ยวข้องตามภาคผนวก 5 ก. เพื่อระบุให้ชัดเจนถึงผลกระทบจากการเคลื่อน
      ย้ายที่เสนอนั้นต่อสุขภาพ
 อนามัยของมนุษย์และสิ่งแวดล้อม (ช) ป้องกันการนำเข้าของเสียอันตราย
      และของเสียอื่น หากมีเหตุผลที่เชื่อได้ว่าของเสียที่เป็นปัญหาจะไม่ได้รับการ
จัดการที่เป็นมิตรกับสิ่ง
      แวดล้อม
     
(ซ) ร่วมมือในกิจกรรมต่างๆ กับภาคีและองค์การที่สนใจ ทั้งโดยตรงและผ่านสำนักเลขาธิการฯ
      รวมทั้งการเผยแพร่
ข้อมูลข่าวสารว่าด้วยการเคลื่อนย้ายข้ามแดนของของเสียอันตรายและของเสีย
      อื่นเพื่อปรับปรุงการจัดการ
ของเสียอันตรายที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และเพื่อให้บรรลุผลในการ
      ป้องกันการขนย้ายที่ผิดกฏหมาย
        
3.   ภาคีถือว่าการขนย้ายซึ่งของเสียอันตรายหรือของเสียอื่นที่ผิดกฏหมายเป็นอาชญากรรม
 
4.   ภาคีแต่ละฝ่ายต้องดำเนินมาตรการด้านกฏหมาย ด้านบริหาร และมาตรการอื่นที่เหมาะสมอันที่จะ
      ปฏิบัติตามและ
บังคับให้บทบัญญัติแห่งอนุสัญญานี้ รวมทั้งมาตรการในการป้องกันและลงโทษการ
      กระทำที่ละเมิดอนุสัญญานี้
  
5.   ภาคีต้องไม่อนุญาตให้มีการส่งออกของเสียอันตรายหรือของเสียอื่นไปยังประเทศที่มิได้เป็นภาคีหรือ
     นำเข้าจาก
ประเทศที่มิได้เป็นภาคี        
6.   ภาคีตกลงที่จะไม่อนุญาตให้มีการส่งออกของเสียหรือของเสียอื่น เพื่อนำไปกำจัดภายในพื้นที่ใต้เส้น
     ละติจูดที่
 60 องศาใต้ไม่ว่าของเสียดังกล่าวจะมีการเคลื่อนย้ายข้ามแดนหรือไม่ 
7.   ยิ่งไปกว่านั้น  ภาคีแต่ละฝ่ายต้อง
       
     (ก) ห้ามบุคคลทั้งปวงที่อยู่ภายใต้เขตอำนาจแห่งชาติของตนจากการขนส่งหรือกำจัดของเสีย
     อันตราย หรือของเสียอื่น
เว้นแต่บุคคลดังกล่าวจะได้รับมอบหรือได้รับอนุญาตให้ปฏิบัติดังกล่าว
     นั้น
       
     (ข) กำหนดให้ของเสียอันตรายและของเสียอื่นที่มีการเคลื่อนย้ายข้ามแดนได้รับการบรรจุหีบห่อติด
     ฉลากและ
ขนส่งโดยสอดคล้องกับหลักเกณฑ์และมาตรฐานระหว่างประเทศที่ได้รับการยอมรับและรับ
     รองป็นการทั่วไปใน
ด้านการบรรจุหีบห่อ การติดฉลากและการขนส่ง และโดยให้คำนึงตามควรถึงทาง
     ปฏิบัติที่เกี่ยงข้อง ซึ่งเป็นที่
ยอมรับระหว่างประเทศ      
    
(ค) กำหนดให้จัดทำเอกสารการเคลื่อนย้ายแนบไปกับของเสียอันตรายและของเสียอื่นตั้งแต่จุดที่เริ่ม
     ต้นเคลื่อนย้าย
ข้ามแดนจนถึงจุดที่มีการกำจัด
8.   ภาคีแต่ละฝ่ายต้องกำหนดให้ของเสียอันตรายหรือของเสียอื่นซึ่งจะถูกส่งออกไปได้รับการจัดการที่
     เป็นมิตรกับ
สิ่งแวดล้อมในรัฐผู้นำเข้าหรือที่อื่นใด แนวทางด้านเทคนิคในการจัดการของเสียที่เป็นมิตร
     กับส่งแวดล้อมภายใต้บังคับ
ของอนุสัญญาจะได้รับการกำหนดโดยภาคีในการประชุมครั้งแรก  
9.   ภาคีต้องดำเนินมาตรการที่เหมาะสมเพื่อประกันว่าการเคลื่อนย้ายข้ามแดนของของเสียอันตรายและ
      ของเสียอื่น
จะได้รับการอนุญาตเฉพาะเมื่อ
     
(ก) รัฐผู้ส่งออกไม่มีความสามารถทางเทคนิคและสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นความสามารถหรือ
      สถานที่กำจัดที่
เหมาะสมเพื่อการกำจัดของเสียที่เป็นปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นมิตรกับสิ่ง
      แวดล้อมหรือ
     
      (ข) ของเสียที่เป็นปัญหาถูกนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมการกลับนำมาใช้ประโยชน์ใหม่ใน
      รัฐผู้นำเข้า หรือ
     
(ค) การเคลื่อนย้ายข้ามแดนที่เป็นปัญหาเป็นไปตามเกณฑ์อื่นที่ถูกกำหนดโดยภาคีหากว่าเกณฑ์
      เหล่านั้นไม่ต่างไป
จากวัตถุประสงค์ของอนุสัญญานี้ 
10.  พันธกรณีภายใต้อนุสัญญานี้ของรัฐกำหนดให้ของเสียอันตรายและของเสียอื่นที่ได้ถูกก่อกำเนิดขึ้น
      ภายในรัฐ
ต้องได้รับการจัดการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยไม่อาจโอนไปยังรัฐผู้นำเข้าหรือนำผ่าน
      ไม่ว่าภายใต้สถานการณ์ใด
        
11.  ไม่มีบทบัญญัติใดในอนุสัญญานี้  ห้ามมิให้ภาคีออกข้อกำหนดเพิ่มเติมที่สอดคล้องกับบทบัญญัติ
      แห่งอนุสัญญานี้และ
เป็นไปตามหลักกฏหมายระหว่างประเทศเพื่อให้มีการคุ้มครองสุขอนามัยของ
      มนุษย์และสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น
 
12.  ไม่มีบทบัญญัติใดในอนุสัญญานี้ที่กระทบไม่ว่าในทางใดต่ออำนาจอธิปไตยของรัฐเหนือทะเล
      อาณาเขของตน
ซึ่งกำหนดขึ้นตามกฏหมายระหว่างประเทศ และสิทธิอธิปไตยและเขตอำนาจซึ่งรัฐมี
      อยู่ในเขตเศรษฐกิจจำเพาะและ
ไหล่ทวีปของตนตามกฏหมายระหว่างประเทศการใช้งานเรือและ
      อากาศยานของรัฐ ทั้งปวงคงได้ซึ่งสิทธิและ
เสรีภาพในการเดินเรือเท่าที่กำหนดตามกฏหมายระหว่าง
      ประเทศและตามนัยในตราสารระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง
13.  ภาคีต้องรับที่จะทบทวนเป็นระยะๆ ถึงความเป็นไปได้ในการลดจำนวน และ/หรือศักยภาพของการก่อ
      ให้เกิดมลพิษ
จากของเสียอันตรายและของเสียอื่นซึ่งส่งออกไปยังรัฐอื่น โดยเฉพาะไปยังประเทศ
      ที่กำลังพัฒนา
ข้อ 4   ทวิ [ข้อแก้ไขการห้ามส่งออก ซึ่งยังไม่มีผลบังคับใช้] 
1.   ภาคีแต่ละฝ่าย ตามบัญชีรายชื่อที่ระบุในภาคผนวก 7 ต้องห้ามการเคลื่อนย้ายข้ามแดนของของเสีย
     อันตรายทั้งหมด
 ซึ่งมีจุดหมายในการดำเนินการตามวิธีในภาคผนวก 4ก ไปยังรัฐที่ไม่ได้ระบุใน
     ภาคผนวก 7
  
2.   ภาคีแต่ละฝ่ายตามบัญชีรายชื่อในภาคผนวก 7 ต้องลด และห้ามการเคลื่อนย้ายข้ามแดนของของเสีย
     อันตราย
ทั้งหมดภายใต้ข้อ 1 (1) (ก) ของอนุสัญญา ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อการดำเนินการตามวิธีใน
     ภาคผนวก 4ข ไป ยังรัฐที่
ไม่ได้ระบุในภาคผนวก 7 ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2540 การเคลื่อนย้าย
     ข้ามแดน เช่นว่า ต้องไม่ ถูกห้ามหากว่า
 ของเสีย ที่เป็นปัญหาไม่แสดงลักษณะอันตราย ภายใต้
     อนุสัญญา
ข้อ 5
การแต่งตั้งหน่วยงานผู้มีอำนาจและศูนย์ประสานงาน
เพื่ออำนวยความสะดวกในการปฏิบัติตามอนุสัญญานี้ ภาคีต้อง  
1.   แต่งตั้งหรือจัดตั้งหน่วยงานผู้มีอำนาจหนึ่งแห่งหรือมากกว่า และศูนย์ประสานงานหนึ่งแห่ง โดย
     หน่วยงานผู้มีอำนาจ
หนึ่งแห่งต้องได้รับการแต่งตั้งให้รับการแจ้งในกรณีเป็นรัฐที่ถูกนำผ่านแดน   
2
.   แจ้งสำนักเลขาธิการ  ภายในสามเดือนนับแต่วันที่อนุสัญญามีผลใช้บังคับกับตน ถึงหน่วยงานที่ตน
     ได้แต่งตั้งเป็น
ศูนย์ประสานงานและหน่วยงานผู้มีอำนาจ 
3.   แจ้งสำนักเลขาธิการ  ภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้มีการตัดสินใจให้มีการเปลี่ยนแปลงใดๆเกี่ยว
     กับการแต่งตั้ง
 ภายใต้วรรค 2 ข้างต้น
ข้อ 6
การเคลื่อนย้ายข้ามแดนระหว่างภาคี
1.   รัฐผู้ส่งออกต้องแจ้งหรือกำหนดให้ผู้ก่อกำเนิดหรือผู้ส่งออกแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรผ่านหน่วยงานผู้
     มีอำนาจ ขอ
รัฐผู้ส่งออก หน่วยงานผู้มีอำนาจของรัฐที่เกี่ยวข้องทราบถึงการเคลื่อนย้ายข้ามแดนของ
     เสียอันตรายหรือ ของเสีย
อื่นการแจ้งดังกล่าวจะต้องประกอบด้วยเอกสารและข้อมูลตามที่ระบุไว้ใน
     ภาคผนวก 5 ก.ที่ทำขึ้นในภาษา
ซึ่งเป็นผู้ยอมรับของรัฐผู้นำเข้า การแจ้งไปยังรัฐที่เกี่ยงข้องแต่ละฝ่าย
     ให้ทำเพียงครั้งเดียวเท่า
2.   รัฐผู้นำเข้าต้องตอบผู้แจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรในการยินยอมให้มีการเคลื่อนย้ายโดยมีหรือไม่มี
     เงื่อนไขในการปฏิเสธ
การอนุญาตให้มีการเคลื่อนย้ายหรือในการขอข้อมูลเพิ่มเติม สำเนาคำตอบสุด
     ท้ายของรัฐผู้นำเข้า
ต้องส่งไปให้หน่วยงานที่มีอำนาจของรัฐที่เกี่ยวข้องซึ่งเป็น
3.   รัฐผู้ส่งออกต้องไม่อนุญาตให้ผู้ก่อกำเนิดหรือผู้ส่งออกเริ่มการเคลื่อนย้ายข้ามแดนจนกว่าจะได้รับคำ
      ยืนยันเป็น
ลายลักษณ์อักษรว่า
     (ก) ผู้แจ้งได้รับคำยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากรัฐผู้นำเข้า และ
     (ข) ผู้แจ้งได้รับการยืนยันจากรัฐผู้นำเข้าถึงความมีอยู่ของสัญญาระหว่างผู้ส่งออกและผู้กำจัดซึ่งระบุ
     ถึง
การจัดการของเสียที่กล่าวถึงที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
4.   รัฐที่ถูกนำผ่านแดนแต่ละรัฐซึ่งเป็นภาคีต้องตอบรับการได้รับแจ้งโดยพลันไปยังผู้แจ้งหลังจากนั้นรัฐนั้น
      อาจจะตอบ
ไปยังผู้แจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรภายใน 60 วัน  ยินยอมให้มีการเคลื่อนย้ายโดยมีหรือไม่
      มีเงื่อนไขปฏิเสธการอนุญาต
ให้มีการเคลื่อนย้ายหรือขอข้อมูลข่าวสาร รัฐผู้ส่งออกต้องไม่อนุญาตให้
      เริ่มการเคลื่อนย้ายข้ามแดนจนกว่าจะได้รับ
คำยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากรัฐที่ถูกนำผ่านแดน
      อย่างไรก็ตามเมื่อใดก็ตามที่ภาคีวินิจฉัยว่าไม่ต้องการ
คำยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรล่วงหน้าไม่ว่า
      จะเป็นการทั่วไปหรือภายใต้เงื่อนไขเฉพาะสำหรับการเคลื่อนย้าย
ข้ามแดนที่เป็นการนำเอาของเสีย
      อันตรายหรือของเสียอื่นผ่านแดนหรือเปลื่ยนแปลงข้อกำหนดของตนในเรื่องนี้
ภาคีนั้นจะต้องแจ้งโดย
      ทันทีไปยังภาคีอื่นเกียวกับการวินิจฉัยของตนตาม ข้อ 13 ในกรณีหลังนี้ หากรัฐผู้ส่งออก
ไม่ได้รับคำ
      ตอบ ภายใน 60 วัน นับตั้งแต่วันที่รับการแจ้งโดยรัฐที่ถูกนำผ่านแดน  รัฐผู้ส่งออกอาจอนุญาตให้มี
      การ
ส่งออกผ่านรัฐที่ถูกนำผ่านแดนได้
5.   ในกรณีที่มีการเคลื่อนย้ายของเสียข้ามแดนที่ซึ่งของเสียนั้นได้รับการกำหนดตามกฏหมายหรือได้รับ
      การพิจารณาให้
เป็นของเสียอันตรายโดยเฉพาะ
     
(ก) โดยรัฐผู้ส่งออก ข้อกำหนดของวรรค 9 ของข้อนี้ ซึ่งใช้บังคับกับผู้นำเข้าหรือกำจัดและรัฐผู้นำ
      เข้า ต้องใช้
บังคับโดยอนุโลมกับผู้ส่งออกและรัฐผู้ส่งออก ตามลำดับ
     
(ข) โดยรัฐผู้นำเข้า หรือโดยรัฐผู้นำเข้าและรัฐผู้นำผ่านแดนซึ่งเป็นภาคี ข้อกำหนดของวรรค 1 3 4
      และ 6
ของข้อนี้  ซึ่งใช้บังคับกับผู้ส่งออกและรัฐผู้ส่งออก ต้องใช้บังคับโดยอนุโลมกับผู้นำเข้าหรือ
      ผู้กำจัด และ 
รัฐผู้นำเข้าตามลำดับ หรือ
     
(ค) โดยรัฐที่ถูกนำผ่านแดนซึ่งเป็นภาคี ข้อกำหนดของวรรค 4 ต้องใช้บังคับกับรัฐ ดังกล่าว
6.   รัฐผู้ส่งออกภายใต้  คำยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรของรัฐที่เกี่ยวข้องอาจอนุญาตให้ผู้ก่อกำเนิดหรือ
     ผู้ส่งออกใช้
การแจ้งทั่วไปในกรณีที่ของเสียอันตรายหรือของเสียอื่นมีลักษณะทางกายภาพและเคมี
     เช่นเดียวกันถูกส่งเป็นประจำไปยัง
ผู้กำจัดรายเดียวกันของรัฐผู้นำเข้า และในกรณีที่มีการนำผ่านแดน
     ผ่านสำนักงานศุลกากรขาเข้าและขาออกเดียวกันของ
รัฐที่ถูกนำผ่านแดน       
7.   รัฐที่เกี่ยวข้องอาจทำคำยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรสำหรับการใช้การแจ้งทั่วไปที่อ้างถึงในวรรค 6 
      ภายใต้การให้
ข้อมูลบางประการ เช่น ปริมาณที่แน่ชัด หรือบัญชีรายการของเสียอันตรายหรือของ
      เสียอื่นที่ถูกขนส่งในแต่ละครั้ง
 
8.   การแจ้งทั่วไปและคำยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรที่อ้างถึงในวรรค 6 และ 7 อาจครอบคลุมถึง
      การขนส่งของเสีย
อันตรายหรือของเสียอื่นหลายครั้งในช่วงระยะเวลานานที่สุด 12 เดือน       
9.   ภาคีต้องกำหนดให้แต่ละบุคคลที่รับผิดชอบในการเคลื่อนย้ายข้ามแดนของของเสียอันตรายหรือของ
      เสียอื่นลงนามใน
เอกสารกำกับการเคลื่อนย้ายเมื่อส่งมอบหรือรับของเสียที่เป็นปัญหา ภาคีต้อง
      กำหนดด้วยว่าให้ผู้กำจัดแจ้งให้
ผู้ส่งออกและหน่วยงานที่มีอำนาจของรัฐผู้ส่งออกทราบถึงการได้รับ
      ของเสียที่เป็นปัญหา และภายในเวลาอันควร
 ให้ทราบว่าการกำจัดได้เสร็จสิ้นลงแล้วตามที่ได้ระบุไว้
      ในคำแจ้งหากภายในรัฐผู้ส่งออกไม่ได้รัฐข้อมูลดังกล่าว
หน่วยงานผู้มีอำนาจของรัฐผู้ส่งออกหรือผู้ส่ง
      ออกต้องแจ้งให้รัฐผู้นำเข้าทราบตามนั้น
 
10.  การแจ้งและการตอบซึ่งกำหนดไว้โดยข้อนี้จะต้องส่งไปยังหน่วยงานผู้มีอำนาจของภาคีที่เกี่ยวข้อง
      หรือไปยัง
หน่วยงาน ของรัฐบาลที่เหมาะสมในกรณีของประเทศที่มิได้เป็นภาคี
11.  การเคลื่อนย้ายข้ามแดนของของเสียอันตรายหรือของเสียอื่นต้องได้รับการประกันภัยประกันทันฑ์
      บน หรือ
หลักประกันทางการเงินอื่นตามที่อาจถูกกำหนดโดยรัฐผู้นำเข้าหรือรัฐที่ถูกนำผ่านแดนซึ่ง
      เป็นภาคี
ข้อ 7
การเคลื่อนย้ายข้ามแดนจากภาคีผ่านรัฐที่มิได้เป็นภาคี        
      วรรค 1 ของข้อ 6 ของอนุสัญญานี้  ต้องนำมาใช้บังคับโดยอนุโลมกับการเคลื่อนย้ายข้ามแดนของ
      ของเสียอันตรายหรือ
 ของเสียอื่นจากภาคีผ่านรัฐที่มิได้เป็นภาคีรัฐหนึ่งหรือหลายรัฐ
ข้อ 8
หน้าที่ในการนำกลับ 
      ภายใต้บทบัญญัติของอนุสัญญานี้ เมื่อการเคลื่อนย้ายข้ามแดนของของเสียอันตรายหรือของเสียอื่น
      ซึ่งได้รับการ ยินยอมจากรัฐที่เกี่ยวข้องว่าว่าไม่สามารถดำเนินการให้เสร็จสิ้นตามข้อกำหนดใน
      สัญญา รัฐผู้ส่งออกต้องประกันว่าของเสียที่เป็นปัญหาต้องถูกนำกลับไปยังรัฐส่งออก หากการดำเนิน
      การที่ป็นทางเลือกอื่นไม่สามารถกระทำได้เพื่อการกำจัดของเสียที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมภายใน 90
      วันนับแต่เวลาที่รัฐผู้นำเข้าแจ้งรัฐผู้ส่งออกและสำนักเลขาธิการหรือภายในช่วงเวลาที่รัฐที่เกี่ยวข้อง
      ตกลงเพื่อวัตถุประสงค์นี้ รัฐผู้ส่งออกและภาคีที่ถูกนำผ่านแดนต้องไม่คัดค้าน ขัดขวางหรือห้ามการส่ง
      ของเสีเหล่านั้นกลับไปยังรัฐผู้ส่งออก
ข้อ 9
การขนย้ายที่ผิดกฏหมาย
เพื่อความมุ่งประสงค์ของอนุสัญญานี้  การเคลื่อนย้ายข้ามแดนของของเสียอันตรายหรือของเสียนั้น
     (ก)    โดยปราศจากการแจ้งบทบัญญัติของอนุสัญญานี้ไปยังรัฐที่เกี่ยวข้องทั้งปวง หรือ
     (ข)    โดยปราศจากการยินยอมตามบทบัญญัติของอนุสัญญานี้ของรัฐที่เกี่ยวข้อง
     (ค)  ด้วยการยินยอมจากรัฐที่เกี่ยวข้องที่ได้มาโดยการปลอมแปลง การสำแดงเท็จ หรือกลฉ้อฉล หรือ
     (ง)  ที่ไม่สอดคล้องในสาระสำคัญกับเอกสารอื่นๆ หรือ
     (จ)  ซึ่งเป็นผลให้มีการกำจัดของเสียอันตรายหรือของเสียอื่นอย่างจงใจ (เช่น การถ่ายทิ้ง)โดยขัดต่อ
อนุสัญญานี้และหลักกฏหมายระหว่างประเทศทั่วไปให้ถือว่าเป็นการขนย้ายที่ผิดกฏหมาย
2.   ในกรณีการเคลื่อนย้ายข้ามแดนของของเสียอันตรายหรือของเสียอื่นที่ถือว่าเป็นการขนย้ายที่ผิด
      กฏหมายเป็นผลเนื่องมาจากการกระทำในส่วนของผู้ส่งออก หรือผู้ก่อกำเนิด รัฐผู้ส่งออกต้องประกัน
      ว่าของเสียที่เป็นปัญหาต้อง
      (ก)   ถูกนำกลับโดยผู้ส่งออกหรือผู้ก่อกำเนิด หรือหากจำเป็นโดยตนเอง ไปยังรัฐที่ส่งออกหรือหาก
      ไม่สามารถทำในทางปฏิบัติ
      (ข)   หรือมิฉะนั้นถูกกำจัดตามบทบัญญัติของ
      อนุสัญญาภายใน 30 วันนับแต่เวลารัฐผู้ส่งออกได้รับแจ้งเกี่ยวกับการขนย้ายที่ผิดกฏหมายหรือภาย
      ในระยะเวลาอื่นตามที่รัฐที่เกี่ยวของอาจตกลง เพื่อวัตถุประสงค์นี้ภาคีที่เกี่ยวข้องต้องไม่คัดค้านขัด
      ขวางหรือห้ามการขนส่งของเสียเหล่านี้กลับไปยังรัฐผู้ส่งออก
3.   ในกรณีที่การเคลื่อนย้ายข้ามแดนของของเสียอันตรายหรือของเสียที่ถือว่าเป็นการขนย้ายที่ผิด
      กฏหมายเป็นผลเนื่องมาจากการกระทำในส่วนของผู้นำเข้าหรือผู้กำจัด รัฐผู้นำเข้าจะต้องประกันว่า
      ของเสียที่เป็นปัญหาได้รับการ
กำจัดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมโดยผู้นำเข้าหรือผู้กำจัด หรือหากจำ
      เป็นโดยตนเองภายใน 30 วันนับแต่เวลาที่มีการขนย้าย
ที่ผิดกฏหมายเป็นที่ล่วงรู้ของรัฐผู้นำเข้า หรือ
      ภายในระยะเวลาอื่นซึ่งรัฐที่เกี่ยงข้องอาจตกลงเพื่อวัตถุประสงค์นี้ภาคีที่
เกี่ยวข้องต้องให้ความร่วมมือ
      ตามที่จำเป็นในการกำจัดของเสียที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
    
4.   ในกรณีที่ไม่สามารถกำหนดความรับผิดชอบในการขนย้ายที่ผิดกฏหมายว่าเป็นของผู้ส่งออก หรือ 
      ผู้ก่อกำเนิด เป็นของผู้
นำเข้า หรือ ผู้กำจัด ภาคีที่เกี่ยวข้องหรือภาคีอื่นตามที่เหมาะสมต้องประกัน
      โดยผ่านการให้ความร่วมมือกำจัด
ของเสียที่เป็นปัญหาอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าในรัฐผู้
      ส่งออกหรือรัฐผู้นำเข้า หรือที่อื่นตามที่เหมาะสม
     
5.   ภาคีแต่ละฝ่ายต้องเสนอกฏหมายแห่งชาติที่เหมาะสมเพื่อป้องกันและลงโทษการขนย้ายที่ผิด
      กฏหมายภาคีต้องร่วมมือกัน
โดยมุ่งให้บรรลุวัตถุประสงค์ประสงค์ของข้อนี้
ข้อ 10
ความร่วมมือระหว่างประเทศ
1.   ภาคีต้องร่วมมือกันเพื่อปรับปรุงและบรรลุผลสำเร็จในการจัดการของเสียอันตรายและของเสียอื่น
      ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
2.   เพื่อวัตถุประสงค์นี้ ภาคีต้อง 
      (ก)   เมื่อได้รับการร้องขอ จัดให้มีข้อมูล ไม่ว่าระดับทวิภาคีหรือพหุภาคี โดยมุ่งที่จะส่งเสริมการ
            จัดการของเสียอันตรายหรือของเสียอื่น สิ่งแวดล้อม รวมทั้งการทำให้มีการสอดคล้องกัน
            ในด้านมาตรฐานทางวิชาการ
และทางปฏิบัติสำหรับการจัดการของเสียอันตรายหรือของเสีย
            อื่นที่เพียงพอ
   
(ข)   ร่วมมือในการติดตามตรวจสอบผลกระทบของการจัดการของเสียอันตรายต่อมนุษย์และ
          สิ่งแวดล้อม
   
(ค)   ร่วมมือภายใต้กฏหมาย ระเบียบข้อบังคับและนโยบายแห่งชาติของตน ในการพัฒนาและการนำ
          เทคโนโลยีใหม่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมซึ่งก่อให้เกิดของเสียน้อยมาใช้มาใช้และทำการปรับปรุง
          เทคโนโลยีที่ใช้อยู่โดยมุ่งที่จะกำจัดการเกิดของเสียอันตรายและของเสียอื่นให้มากที่สุดเท่าที่
          จะปฏิบัติได้  เพื่อให้ได้มาซึ่งวิธีที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นเพื่อประกันการจัดการที่เป็นมิตรกับ
          สิ่งแวดล้อมของชาติตน รวมทั้งการศึกษาผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมจาก
          การรับเอาเทคโนโลยีใหม่หรือที่ได้ปรับปรุงแล้วมาใช้
    
(ง)   ร่วมมืออย่างจริงจังภายใต้กฏหมาย ระเบียบข้อบังคับและนโยบายแห่งชาติของตน ในการถ่าย
          ทอดเทคโนโลยีและระบบการจัดการของเสียอันตรายและของเสียอื่นที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม  
         
ภาคีทั้งหลายต้องร่วมมือกันพัฒนาความสามารถทางวิชาการระหว่างภาคีด้วยกัน
          โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคีซึ่งอาจต้องการและร้องขอความช่วยเหลือทางด้านวิชาการในสาขานี้
    
(จ)   ร่วมมือในการพัฒนาแนวทางและ/ หรือปฏิบัติทางวิชาการที่เหมาะสม
3.     ภาคีต้องใช้วิธีร่วมมือที่เหมาะสมเพื่อที่จะช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาในการปฏิบัติตามอนุวรรค
     (ก) (ข) (ค) และ 
(ง) และของวรรค 2 ของข้อ 44.  พิจารณาถึงความต้องการของประเทศกำลังพัฒนา
     ไม่เฉพาะแต่ความร่วมมือระหว่างภาคีและองค์ระหว่างประเทศที่มีอำนาจได้รับการสนับสนุนเพื่อ
     ส่งเสริมในบรรดาสิ่งทั้งหลาย  จิตสำนึกของประชาชน การพัฒนาการจัดการของเสียอันตรายและ
     ของเสียอื่นที่เหมาะสม  และการรับเทคโนโลยีใหม่ซึ่งก่อให้เกิดของเสียน้อยมาใช้
ข้อ 11 
ความตกลงทวิภาคี พหุภาคี และระดับภูมิภาค
    
1.   ไม่ว่าบทบัญญัติของข้อ 4 วรรค 5 จะบัญญัติประการใด ภาคีอาจทำความตกลงทวิภาคี พหุภาคี 
      และระดับภูมิภาค
เกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายของของเสียอันตรายหรือของเสียอื่นกับรัฐที่เป็นภาคี    
      หรื่อมิได้เป็นภาคีโดยมีเงื่อนไขว่า
ความตกลงหรือข้อตกลงเช่นว่าต้องไม่ผิดไปจากการจัดการของ
      เสียอันตรายและของเสียอื่นที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ตามที่กำหนดไว้ในอนุสัญญานี้ ความตกลง
      หรือข้อตกลงเหล่านี้ต้องกำหนดบทบัญญัติที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ไม่น้อยกว่าที่บัญญัติไว้
      โดยอนุสัญญานี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศกำลังพัฒนาด้วย
   
2.   ภาคีต้องแจ้งให้สำนักเลขาธิการทราบถึงความตกลงหรือข้อตกลงทวิภาคี พหุภาคี หรือระดับภูมิภาคที่
      อ้างถึงในวรรค 
1 และความตกลงหรือข้อตกลงบับอื่นๆ ที่ได้ทำไว้ก่อนอนุสัญญาฉบับนี้มีผลใช้บังคับ
      กับตนเพื่อวัตถุประสงค์ใน
การควบคุมการเคลื่อนย้ายข้ามแดนของของเสียอันตรายและของเสียอื่น
      ซึ่งมีขึ้นทั้งหมด ในระหว่างภาคีของความตกลง
เช่นว่า บทบัญญัติของอนุสัญญานี้ต้องไม่กระทบต่อ
      การเคลื่อนย้ายข้ามแดนที่มีขึ้นภายใต้  ความตกลงเช่นว่าโดยมี
เงื่อนไขว่าจะต้องสอดคล้องกับ
      การจัดการของเสียอันตรายและของเสียอื่นที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตามที่กำหนด
ไว้ในอนุสัญญานี้
ข้อ 12
การปรึกษาหารือว่าด้วยความรับผิด              
     
ภาคีต้องร่วมมือกันโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ในทางปฏิบัติที่จะรับเอาพิธีสารหรือกำหนดหลัก
      เกณฑ์และ
วิธีการดำเนินการที่เหมาะสมในเรื่องของความรับผิดและการชดใช้ความเสียหายอันเนื่อง
      มาจากการเคลื่อนย้ายข้ามแดน
 และการกำจัดของเสียอันตรายและของเสียอื่น
ข้อ 13
การส่งข้อมูล
1.   เมื่อใดก็ตามที่ตนทราบ ภาคีต้องประกันว่าในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุระหว่างการเคลื่อนย้ายข้ามแดน
      ของของเสีย
อันตรายหรือของเสียอื่น หรือเพื่อการจัดการของเสียดังกล่าว ซึ่งอาจก่อให้เกิดความ
      เสี่ยงต่อสุขภาพอนามัยของมนุษย์
และสิ่งแวดล้อมในรัฐอื่น รัฐเหล่านั้นจะต้องได้รับแจ้งในทันที
2.      ภาคีต้องแจ้งแก่กัน ผ่านสำนักเลขาธิการถึงเรื่อง
     
(ก) การเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับการแต่งตั้งหน่วยงานผู้มีอำนาจและ / หรือศูนย์ประสานงานตามข้อ 5
     (ข) การเปลี่ยนแปลงคำนิยามแห่งชาติของของเสียอันตรายตามข้อ3และโดยเร็วที่สุดที่จะเป็นได้          
     (ค)  ข้อตัดสินใจของตนที่จะไม่ยอมทั้งหมดหรือบางส่วนในการนำเข้าของเสียอันตรายหรือของเสีย
          อื่น
เพื่อการกำจัด ในพื้นที่ภายใต้เขตอำนาจแห่งชาติ
    
(ง)   ข้อตัดสินใจของตนในการกำจัดหรือห้ามการส่งออกของเสียอันตรายหรือของเสียอื่น
    
(จ)   ข้อมูลอื่นใดที่กำหนดไว้ตามวรรค 4 ของข้อนั้น          
3.   โดยสอดคล้องกับกฏหมายและระเบียบข้อบังคับแห่งชาติ ภาคีต้องส่งรายงานของปีปฏิทินก่อน
      หน้านี้ ผ่านสำนัก
เลขาธิการไปยังที่ประชุมภาคีซึ่งจัดตั้งขึ้นภายใต้ข้อ 15 ก่อนสิ้นสุดปีปฏิทินแต่
      ละปีโดยมีข้อมูลดังต่อไปนี้
        
      (ก)  หน่วยงานผู้มีอำนาจและศูนย์ประสานงานที่ตนได้แต่งตั้งตามข้อ 5
    
     
(ข)  ข้อมูลเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายข้ามแดนของของเสียอันตรายหรือของเสียอื่นซึ่งภาคีเกียวข้อง
           ด้วยโดยรวมถึง
           
          
(1) ปริมาณของเสียอันตรายและของเสียอื่นที่ส่งออก ชนิด ลักษณะ ปลายทาง ประเทศที่ถูก
                นำผ่านแดนทั้งหมด
 วิธีกำจัดตามที่ระบุไว้ในการตอบรับการแจ้ง           
          
(2) จำนวนของเสียอันตรายและของเสียอื่นที่นำเข้ามา ชนิด ลักษณะ ต้นทางและวิธีการ
                กำจัด
          
          
(3) การกำจัดที่มิได้ดำเนินการตามที่กำหนดไว้
           
          
(4) ความพยายามที่จะบรรลุผลสำเร็จในการลดปริมาณของเสียอันตรายหรือของเสียอื่น
                ที่จะต้องมี
การเคลื่อนย้ายข้ามแดน  
      (ค) ข้อมูลว่าด้วยมาตรการที่ภาคีนำมาใช้เพื่อการปฏิบัติตามอนุสัญญานี้
         
      
(ง)  ข้อมูลว่าด้วยสถิติที่ถูกต้องที่มีอยู่ซึ่งภาคีรวบรวมไว้เกี่ยวกับผลกระทบที่มีต่อสุขภาพอนามัย
            ของมนุษย์และ 
สิ่งแวดล้อม จากการก่อกำเนิด การขนส่ง และการกำจัดของเสียอันตรายหรือ
            ของเสียอื่น
   
      
(จ)  ข้อมูลเกี่ยวกับความตกลงและข้อตกลงทวิภาคี พหุภาคี และระดับภูมิภาคซึ่งได้มีการทำตามข้อ11 
           
ของ
อนุสัญญานี้   
     
(ฉ)  ข้อมูลว่าด้วยอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นระหว่างการเคลื่อนย้ายข้ามแดนและการกำจัดของเสียอันตรายและ
            ของเสียอื่น
และมาตรการที่ได้ดำเนินการไปแล้วเพื่อจัดการกับอุบัติเหตุเหล่านั้น  
     
(ช)  ข้อมูลว่าด้วยทางเลือกในการกำจัดที่ปฏิบัติอยู่ภายในพื้นที่ภายใต้เขตอำนาจแห่งชาติของตน
  
     
(ซ)  ข้อมูลว่าด้วยมาตรการที่ดำเนินการเพื่อการพัฒนาเทคโนโลยีในการลดและ/หรือกำจัดการก่อ
            ให้เกิด
ของเสียอันตรายและของเสียอื่นและ  
     
(ฌ)  เรื่องซึ่งที่ประชุมภาคีพิจารณาเห็นว่าเกี่ยวข้อง
   
4.   โดยสอดคล้องกับกฏหมายและข้อบังคับแห่งชาติ ภาคีต้องประกันว่าสำเนาการแจ้งเกี่ยวกับการให้
      เคลื่อนย้ายข้ามแดน
ของของเสียอันตรายหรือของเสียอื่น และการตอบรับการแจ้งนั้นได้ถูกส่งไปยัง
      สำนักเลขาธิการ เมื่อภาคีที่พิจารณาว่า
 สิ่งแวดล้อมของตนอาจจะได้รับผลกระทบจากการเคลื่อนย้าย
      ข้ามแดนได้ร้องขอให้กระทำเช่นนั้น
ข้อ 15
ที่ประชุมใหญ่ภาคี   
1.   โดยการนี้ที่ประใหญ่ภาคีได้ถูกจัดตั้งขึ้น การประชุมครั้งแรกของที่ประชุมใหญ่ภาคีต้องถูกจัดขึ้น 
      โดยผู้อำนวยการ
บริหารของยูเอ็นอีพีในเวลาไม่เกินหนึ่งปีหลังจากอนุสัญญานี้มีผลข้อบังคับใช้
      หลังจากนั้นการประชุมสามัญ
ของที่ประชุมใหญ่ภาคีต้องมีขึ้นเป็นประจำในช่วงเวลาซึ่งจะกำหนด
      โดยที่ประชุมใหญ่ในการประชุมครั้งแรก
2.   การประชุมวิสามัญของที่ประชุมใหญ่ภาคี ต้องถูกจัดขึ้นในเวลาอื่นตามที่ที่ประชุมใหญ่เห็นสมควร
      ว่าเป็นหรือ
ตามคำร้องถือเป็นลายลักษณ์อักษรของภาคีใด โดยมีเงื่อนไขว่า จะต้องได้รับการสนันสนุน
      จากภาคีอย่างน้อย
หนึ่งในสามภายในเวลาหกเดือน  หลังที่ภาคีได้รับแจ้งจากสำนักเลขาธิการให้ทราบ
      ถึงคำร้องขอดังกล่าว
3.   ที่ประชุมใหญ่ภาคีต้องตกลงกันโดยฉันทามติในการรับเอาระเบียบข้อบังคับการประชุมของที่ประชุม
      ใหญ่ และ
ขององค์การย่อยซึ่งที่ประชุมจัดตั้งขึ้น รวมทั้งกฏหมายทางการเงิน ที่กำหนดโดยเฉพาะ
      อย่างยิ่งการมีส่วน
ร่วมทางด้านการเงินของภาคีภายใต้อนุสัญญานี้        
4.   ในการประชุมใหญ่ครั้งแรก ภาคีต้องพิจารณามาตรการเพิ่มเติมใดที่จำเป็นในการช่วยเหลือตนให้ปฏิบัติ
      หน้าที่บรรลุ
ตามความรับผิดชอบอย่างเต็มที่เกียวกับการคุ้มครองและรักษาสิ่งแวดล้อมทางทะเลใน
      บริบท ของอนุสัญญานี้
        
5.   ที่ประชุมใหญ่ภาคีต้องติดตามทบทวนและการประเมินผลการปฏิบัติตามอย่างมีประสิทธิภาพ
      ของอนุสัญญา
      นี้
อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังต้อง
     
(ก) สนับสนุนการประสานงานนโยบายที่เหมาะสม กลยุทธและมาตรการ
           ที่จะลดอันตรายให้ต่ำสุดจากของเสีย
อันตรายและของเสียอื่นต่อสุขภาพอนามัยของมนุษย์และ
           สิ่งแวดล้อมให้เหลือน้อยที่สุด
     
(ข) พิจารณาและรับเอาข้อแก้ไขของอนุสัญญานี้และภาคผนวกตามที่จำเป็นโดยคำนึงถึง
           บรรดาสิ่งแวดล้อมไม่เฉพาะแต่ข้อมูลด้านวิทยาศาตร์ วิชาการ เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม
     
(ค) พิจารณาและดำเนืนการเพิ่มเติมที่กำหนดเพื่อให้ดำเนินผลสำเร็จตามความมุ่งประสงค์
           ของอนุสัญญานี้โดยอาศัยประสบการณ์ที่ได้รับจากผลบังคับของอนุสัญญาและผลบังคับของความ
           ตกลงและข้อตกลงที่กำหนดไว้
ในข้อ 11             
     
(ง) พิจารณารับเอาพิธีสารตามที่จำเป็น และ
 
     
(จ) จัดตั้งองค์กรย่อยตามที่เห็นสมควรว่าจะเป็นเพื่อการปฏิบัติตามอนุสัญญานี้
   
6.   สหประชาชาติ ทบวงการชำนัญพิเศษของสหประชาชาติ ตลอดจนรัฐใดที่มิได้เป็นภาคีของอนุสัญญานี้
      อาจมีผู้แทนใน
การประชุมใหญ่ภาคีในฐานะผู้สังเกตการณ์ องค์กรหรือตัวแทนอื่นไม่ว่าจะเป็นระดับชาติ
      หรือระดับนานาชาติ รัฐบาล
หรือมิใช่รัฐบาล ซึ่งมีคุณสมบัติที่เหมาะสมในสาขาที่เกี่ยวข้องกับของเสีย
      อันตรายหรือของเสียอื่น ซึ่งได้แจ้งสำนัก
เลขาธิการแล้วว่าประสงค์จะมีผู้แทนในฐานะผู้สังเกตการณ์ใน
      การประชุมของที่ประชุมใหญ่ภาคีอาจได้รับการยอมรับ
หากหนึ่งในสามของภาคีที่มาประชุมไม่คัดค้าน 
     
การยอมรับและการเข้าร่วมประชุมของผู้สังเกตการณ์ให้ขึ้นอยู่กับ
ระเบียบข้อบังคับการประชุมตาม
      ขั้นตอนที่รับเอาโดยที่ประชุมใหญ่ภาคี
7.   สามปีหลังจากอนุสัญญานี้มีผลใช้บังคับ และอย่างน้อยทุกหกปี หลังจากนั้น ที่ประชุมใหญ่ภาคีจะ
      ดำเนินการ
ประเมินผลประสิทธิภาพของอนุสัญญา  และหากเห็นว่าสมควรว่าจำเป็นจะพิจารณาการห้าม
      โดยสิ้นเชิง หรือเพียง
บางส่วนต่อการเคลื่อนย้ายข้ามแดนของของเสียอันตรายและของเสียอื่น โดย
      คำนึงถึงข้อมูลล่าสุดด้านวิทยาศาสตร์
สิ่งแวดล้อม วิชาการ และเศรษฐกิจ
ข้อ 16  
สำนักเลขาธิการ 
1.   หน้าที่ของสำนักเลขาธิการ คือ
   
      (ก)  จัดและให้บริการต่างๆ แก่การประชุมตามที่กำหนด ไว้ในข้อ 15 และ 17
   
     
(ข)  จัดเตรียมและส่งรายงานโดยอาศัยข้อมูลที่ได้รับตามข้อ 3 4 6 11 และ 13 รวมทั้งข้อมูลที่ได้จาก
            การประชุม
องค์กรย่อยซึ่งจัดตั้งตามข้อ 15  รวมทั้งข้อมูลที่ได้จากองค์การที่เกี่ยวข้องของรัฐบาล  
           
และที่มิใช่รัฐบาลที่
เหมาะสม   
     
(ค)  จัดเตรียมรายงานเกียวกับกิจกรรมซึ่งตนได้ปฏิบัติตามหน้าที่ของตนภายใต้อนุสัญญานี้และนำ
            เสนอรายงานต่อ
ที่ประชุมใหญ่ภาคี    
     
(ง)  ประกันว่าจะมีการประสานงานที่จำเป็นกับองค์กรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง และโดยเฉพาะอย่าง
            ยิ่งการทำ
ข้อตกลงด้านการบริหาร ด้านสัญญา ตามที่อาจกำหนดเพื่อการปฏิบัติหน้าที่ของตน
            อย่างมีประสิทธิภาพ
      (จ)  ติดต่อกับศูนย์ประสานงานและหน่วยงานผู้มีอำนาจซึ่งจะจัดตั้งขึ้นโดยภาคคี ตามข้อ 5
            ของอนุสัญญานี้
    
     
(ฉ)  รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวกับสถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวกในประเทศของภาคีซึ่งเป็นที่กำจัด
            ของเสียอันตราย
และของเสียอื่นของตนและเวียนข้อมูลนี้ให้แก่ภาคีทราบ     
      (ช)  รับและส่งข้อมูลจากและไปยังภาคีเกี่ยวกับ
         
             
-  แหล่งความช่วยเหลือและการฝึกอบรมทางวิชาการ
        
             -  ความรู้ทางวิชาการและวิทยาศาสตร์ที่มีอยู่
         
             -  แหล่งให้คำแนะนำ และความรู้ความชำนาญ และ
        
             -  ทรัพยากรที่มีอยู่ในด้านต่างๆ
        
             โดยมุ่งที่จะช่วยเหลือภาคี
  เมื่อได้รับการการขอร้อง เช่น              
            
-  การดูแลระบบการแจ้งตามอนุสัญญานี้
              
             -  การจัดการของเสียอันตรายและของเสียอื่น
              
             -  เทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับของเสียอันตรายและของเสีนอื่น
             เช่นเทคโนโลยีที่ทำให้เกิด
ของเสียในปริมาณน้อยและที่ไม่ก่อให้เกิดของเสีย              
             -  การประเมิณขีดความสามารถในการกำจัดและสถานที่กำจัด
               
             -  การติดตามตรวจสอบของเสียอันตรายและของเสียอื่น และ
              
             -  การตอบสนองในกรณีฉุกเฉิน
      (ซ)  เมื่อได้รับการร้องขอให้ข้อมูลแก่ภาคีเกี่ยวกับที่ปรึกษาหรือบริษัทที่ปรึกษาที่มีความสามารถทาง
            วิชาการที่จำเป็น
ในสาขาซึ่งสามารถช่วยเหลือภาคีในการพิจารณาตรวจสอบการแจ้งเกี่ยวกับการ
            เคลื่อนย้ายข้ามแดนความสอดคล้อง 
ของการขนส่งของเสียอันตรายหรือของเสียอื่นกับการแจ้งที่
            เกียวข้องและ/ หรือข้อเท็จจริงเกียวกับสถานที่กำจัดของ
เสียอันตรายหรือของเสียอื่นที่เป็นมิตร
            กับสิ่งแวดล้อม เมื่อภาคีมีเหตุผลที่จะเชื่อว่าของเสียที่กล่าวถึงจะไม่ได้รับจัดการ
ที่เป็นมิตรกับสิ่ง
            แวดล้อม การตรวจสอบเช่นว่าใดๆ จะไม่คิดค่าใช้จ่ายจากสำนักเลขาธิการ
      
      (ฌ)  ช่วยเหลือภาคีเมื่อได้รับการร้องขอในการระบุกรณีการขนส่งที่ผิดกฏหมายและเวียนโดยทันทีที่ให้
             ภาคีที่เกี่ยวข้อง
ทราบถึงข้อมูลใดก็ตามที่ตนได้รับเกี่ยวกับการขนส่งที่ผิดกฏหมาย
     
(ญ)   ร่วมมือกับภาคีและองค์การระหว่างประเทศและหน่วยงานที่มีอำนาจที่เกียวข้องในการจัดหาผู้
            เชี่ยวชาญและ
อุปกรณ์ เพื่อความมุ่งประสงค์ในการให้ความช่วยเหลือโดยเร็วแก่รัฐเมื่อเกิด
            สถานการณ์ฉุกเฉินขึ้นและ
      (ฎ)   ปฏิบัติหน้าที่อื่นที่เกี่ยวข้องกับความมุ่งประสงค์ของอนุสัญญานี้ ตามที่ประชุมใหญ่ภาคีอาจ
            พิจารณากำหนด
 
2.   ยูเอ็นอีพีจะปฏิบัติหน้าที่สำนักเลขาธิการเป็นการชั่วคราวไปจนกว่าจะสิ้นสุดการประชุมครั้งแรกของที่
      ประชุมใหญ่ภาคี
ซึ่งจัดขึ้นตามข้อ 15   
3.   ในการประชุมครั้งแรก ที่ประชุมใหญ่ภาคีต้องแต่งตั้งสำนักเลขาธิการจากองค์การระหว่างประเทศที่มี
      ความสามารถที่มี
อยู่ ซึ่งได้แสดงความตั้งใจที่จะปฏิบัติหน้าที่ของสำนักเลขาธิการภายใต้อนุสัญญานี้
      ในการประชุมครั้งแรกนี้ ที่ประชุม
ภาคี  จะประเมินผลการปฏิบัติงานของเลขาธิการชั่วคราวในหน้าที่ที่
      ได้รับมอบหมายด้วยโดยเฉพาะภายใต้วรรค 1
ข้างต้น และจะพิจารณากำหนดโครงสร้างที่เหมาะสม
      สำหรับหน้าที่เหล่านั้น

ข้อ 17
การแก้ไขอนุสัญญา
1.   ภาคีใดอาจเสนอข้อแก้ไขอนุสัญญานี้ได้และภาคีใดของพิธีสารอาจเสนอข้อแก้ไขของพิธีสารนั้นการ
      แก้ไขเช่นว่าจะต้องคำนึงถึงข้อพิจารณาด้านต่างๆ ไม่เฉพาะแต่ข้อพิจารณาทางด้านวิทยาศาสตร์และ
      วิชาการที่เกี่ยวข้อง
2.   ข้อแก้ไขของอนุสัญญานี้ต้องได้รับการรับเอาในการประชุมของที่ประชุมใหญ่ภาคี ข้อแก้ไขของพิธื
      สารใดๆต้องได้รับ
การรับเอาในการประชุมของภาคีพิธีสารนั้น  ตัวบทของข้อแก้ไขใดต่ออนุสัญญานี้
      หรือพิธีสารใดๆเว้นแต่ที่อาจกำหนด
ไว้เป็นอย่างอื่นในพิธีสารเช่นว่า  สำนักเลขาธิการจะต้องแจ้งข้อ
      ความของข้อเสนอข้อแก้ไขไปยังภาคีทั้งปวงอย่างน้อย
หกเดือนก่อนการประชุมที่จะมีการพิจารณาเพื่อ
      รับเอาข้อเสนอข้อแก้ไขนั้น  และสำนักเลขาธิการจะต้องแจ้งข้อเสนอ
ข้อแก้ไขไปยังประเทศผู้ลง
      นามอนุสัญญาเพื่อทราบด้วย
3.       ภาคีต้องพยายามทุกวิธีทางที่จะบรรลุความตกลงเกี่ยวกับข้อเสนอข้อแก้ไขใดต่ออนุสัญญานี้โดย
      ฉันทามติ หากความพยายามเพื่อให้ได้ฉันทามติไม่ประสบผลและไม่สามารถบรรลุความตกลงกันได้ทาง
      เลือกสุดท้ายคือข้อแก้ไขต้องได้รับการรับเอาโดยคะแนนเสียงส่วนใหญ่สามในสี่ของภาคีที่เข้าร่วม
      ประชุมและออกเสียและต้องได้รับการเสนอโดยผู้เก็บรักษาอนุสัญญาไปยังภาคีทั้งปวงเพื่อการให้
      สัตยาบันการให้ความเห็นชอบการยืนยันหรือการยอมรับ
อย่างเป็นทางการ
4.       วิธีการดำเนินการที่กล่าวถึงในวรรค 3 ข้างต้น จะใช้กับข้อแก้ไขพิธีสารใดๆ ด้วย เว้นแต่การรับเอาข้อ
      แก้ไขพิธีสารต้องใช้คะแนนเสียงส่วนใหญ่สองในสามของภาคีพิธีสารที่เข้าร่วมประชุมและออกเสียง
5.      ให้เก็บรักษาสัตยาบันสาร  สารให้ความเห็นชอบ  สารยืนยัน หรือสารยอมรับอย่างเป็นทางการของข้อ
      แก้ไขไว้กับผู้เก็บรักษา ข้อแก้ไขที่ได้รับการรับเอาตามวรรค 3 หรือ 4 ข้างต้น ต้องมีผลใช้บังคับ
      ระหว่างภาคีที่ได้ให้การยอมรับในวันที่
เก้าสิบ หลังจากผู้ที่เก็บรักษาได้รับสัตยาบันสาร สารให้ความ
      เห็นชอบ สารยืนยัน หรือสารยอมรับอย่างเป็นทางการ
 จากภาคีอย่างน้อยสามในสี่ข้างต้นของภาคีที่ได้
      ยอมรับข้อแก้ไข หรืออย่างน้อยสองในสามของภาคี พิธีสารที่
เกี่ยวข้องที่ยอมรับข้อแก้ไข ยกเว้นจะ
      เป็นไปตามที่อาจกำหนดไว้เป็นอย่างอื่นในพิธีสารเช่นว่า ข้อแก้ไขต้องมีผล
บังคับกับภาคีอื่นใดในวันที่
      เก้าสิบหลังจากที่ภาคีนั้นมอบสัตยาบันสาร สารให้ความเห็นชอบ สารยืนยันและสารยอมรับ
อย่างเป็น
      ทางการของข้อแก้ไขต่อผู้รักษา
6.       เพื่อความมุ่งประสงค์ของข้อนี้ ภาคีที่เข้าประชุมและออกเสียงลงคะแนนหมายถึง ภาคีที่อยู่ในที่
      ประชุมและออกเสียงยอมรับหรือปฏิเสธ
ข้อ 18
การรับเอาและการแก้ไขภาคผนวก
1.   ภาคผนวกของอนุสารนี้หรือพิธีสารใดๆ ต้องประกอบเป็นส่วนหนึ่งของอนุสัญญานี้หรือพิธีสารเช่นว่า 
      แล้วแต่กรณี
และเว้นแต่จะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่นโดยชัดเจน การอ้างอิงใด ตามอนุสัญญาหรือพิธีสาร
      ของอนุสัญญานี้จะถือเป็นการ 
อ้างอิงภาคผนวกใดของอนุสัญญาหรือพิธีสารนั้นด้วย ภาคผนวกเช่นว่า
      ต้องจำกัดอยู่เฉพาะในเรื่องทางวิทยาศาสตร์
 วิชาการและด้านบริหาร
2.   เว้นแต่อาจจะมีการกำหนดไว้เป็นอย่างอื่นในพิธีสารใดๆ เกี่ยวกับภาคผนวกของพิธีสารนั้น ขั้นตอนต่อ
      ไปนี้ ต้องใช้
กับข้อเสนอการรับเอาและการมีผลใช้บังคับของภาคผนวกเพิ่มเติมของอนุสัญญานี้หรือ
      ภาคผนวกพิธีสาร
     
(ก) ภาคผนวกของอนุสัญญาและพิธีสารของอนุสัญญานี้ ต้องได้รับการเสนอและรับเอาตามขั้นตอนที่
            กำหนดไว้ใน 
ข้อ 17 วรรค 2, 3 และ 4
     
(ข) ภาคีใดที่ไม่สามารถรับภาคผนวกเพิ่มเติมของอนุสัญญานี้หรือภาคผนวกของพิธีสารใดๆ ที่ตนเป็น
            ภาคีต้อง
แจ้งแก่ผู้เก็บรักษาเป็นลายลักษณ์อักษรภายในหกเดือน นับตั้งแต่วันที่ที่ผู้เก็บรักษามี
            หนังสือแจ้งการรับเอา
ผู้เก็บรักษาต้องแจ้งไปยังภาคีทั้งปวงโดยไม่ชักช้าถึงการบอกกล่าวเช่นว่า
            ใดๆที่ได้รับ ภาคีหนึ่งอาจให้การ
ยอมรับแทนคำแถลงคัดค้านก่อนหน้านั้น และเมื่อนั้นภาคผนวก
            ต้องมีผลบังคับต่อภาคีนั้น
      (ค) เมื่อสิ้นสุดเวลาหกเดือนนับตั้งแต่วันที่ผู้เก็บรักษาได้มีหนังสือเวียนให้ทราบ ภาคผนวกต้องมีผลใช้
           บังคับ 
แก่ภาคี ทั้งปวงของอนุสัญญานี้หรือพิธีสารใดๆ ที่เกี่ยวข้องซึ่งมิได้มีหนังสือแจ้งตามบท
           บัญญัตของอนุวรรค (ข) ข้างต้น
3.       การเสนอ  การรับเอา  และการมีผลข้อบังคับของข้อแก้ไขภาคผนวกของอนุสัญญานี้หรือพิธีสารใดๆ  
     
ต้องอยู่ภายใต้ บังคับของวิธีการเดียวกันกับการเสนอ การรับเอา และการมีผลใช้บังคับของภาคผนวก
      ของอนุสัญญาหรือภาคผนวก
ของพิธีสารภาคผนวกและข้อแก้ไขต้องคำนึงตามควร ไม่เฉพาะแต่ละข้อ
      พิจารณาทางด้านวิทยาศาสตร์และวิชาการที่
เกี่ยวข้อง
4.      หากภาคผนวกที่เพิ่มเติมหรือข้อแก้ไขภาคผนวก ภาคผนวกเพิ่มเติมหรือข้อแก้ไขภาคผนวกนั้นเกี่ยว
     กับการแก้ไขอนุสัญญานี้หรือพิธีสารใดจะไม่มีผลใช้บังคับจนกว่าการแก้ไขอนุสัญญานี้หรือพิธีสารมีผล
     ใช้บังคับ
ข้อ 19
การตรวจสอบ      
      ภาคีใดที่มีเหตุผลเชื่อได้ว่าภาคีอื่นกำลังกระทำหรือได้กระทำการเป็นการฝ่าฝืนพันธกรณีของตนภายใต้
      อนุสัญญานี้
อาจแจ้งสำนักเลขาธิการ  ในเรื่องดังกล่าว  และในเหตุการณ์เช่นว่าต้องแจ้งภาคีที่ถูกกล่าว
      หาในเวลาเดียวกันและในทันที
โดยตรงหรือโดยผ่านสำนักเลขาธิการ  สำนักเลขาธิการควรส่งข้อมูลที่
      เกียวข้องทั้งปวงไปยังภาคีต่างๆที่เกี่ยวข้อง
ข้อ 20
การระงับข้อพิพาท
1.   ในกรณีที่มีข้อพิพาทระหว่างภาคีเกี่ยวกับการตีความ หรือการใช้ หรือการปฏิบัติตามอนุสัญญานี้หรือ
      พิธีสารใดๆ
ภาคีต้องหาทางระงับข้อพิพาทโดยการเจรจาหรือด้วยสันติวิธีอื่นใดตามที่ตนจะเลือกได้
2.       หากภาคีที่เกียวข้องไม่สามารถระงับข้อพิพาทโดยวิธีดังกล่าวในวรรคก่อนได้ และหากภาคีที่มีข้อ
      พิพาทตกลงกันให้ เสนอข้อพิพาทต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศหรืออนุญาโตตุลาการภายใต้เงื่อนไข
      ที่ระบุไว้ในภาคผนวก 6 ว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ อย่างไรก็ตามการไม่สามารถตกลงร่วมกันได้ในการ
      เสนอข้อพิพาทต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรืออนุญาโตตุลาการ จะไม่ทำให้ภาคีพ้นจากความรับ
      ผิดชอบที่จะแสวงหาทางระงับข้อพิพาทต่อไปโดยว
อ้างถึงในวรรคที่1
3.   ในขณะที่ให้สัตยา ให้การยอมรับ
      ให้การเห็นชอบ ให้การยืนยันอย่างเป็นทางการหรือภาคยานุวัติอนุสัญญานี้ หรือ
ในเวลาใดก็ตามหลัง
      จากนั้น รัฐหรือองค์การความร่วมมือทางการเมืองและ/ หรือเศรฐกิจอาจประกาศว่าตนยอมรับ
การ
      บังคับโดยอัตโนมัติ และโดยปราศจากความตกลงพิเศษ เกี่ยวกับการยอมรับพันธกรณีเดียวกันของภาคี
     ใดๆ
        
     
(ก)  การเสนอข้อพิพาทต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ และ/หรือ
         
     
(ข)  การอนุญาโตตุลาการตามวิธีการดำเนินการที่ระบุไว้ในภาคผนวก
6การประกาศเช่นว่าจะต้องได้
            รับแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรไปยังสำนักเลขาธิการซึ่งแจ้งการประกาศนั้นไปยังภาคี
ข้อ 21
การลงนาม           
     
อนุสัญญานี้จะเปิดให้มีการลงนามโดยรัฐ โดยนามิเบีย ซึ่งทำหน้าที่แทนโดยคณะมนตรีสหประชาชาติ
      สำหรับนามิเบียและโดยองค์การความร่วมมือทางการเมืองและ/หรือทางเศรษฐกิฐที่เมืองบาเซล
      ในวันที่
22 มีนาคม ค.. 1989 ที่กระทรวงต่างประเทศของสวิสเซอร์แลนด์ ณ กรุงเบิร์น ตั้งแต่วันที่ 23
      มีนาคม ค..1989 ถึง 30 มิถุนายน ค..1989 และที่
สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ ณ กรุงนิวยอร์ก
      ตั้งแต่วันที่
1 กรกฏาคม ค..1989 ถึง 22  มีนาคม ค.. 1990
ข้อ 22
การสัตยาบัน  การยอมรับ  การยืนยัน  หรือการให้ความเห็นชอบอย่างเป็นทางการ
1.   อนุสัญญานี้จะต้องได้รับการให้สัตยาบัน การยอมรับ หรือการเห็นชอบ โดยรัฐและโดยนามิเบีย ซึ่งทำ
      หน้าที่
 แทนโดยคณะมนตรีสหประชาชาติสำหรับนามิเบีย และได้รับการยืนยันหรือการให้ความเห็น
      ชอบอย่างเป็นทางการ
 จากองค์การความร่วมมือทางการเมืองและ/หรือทางเศรษฐกิจ สัตยาบันสาร
      สารการยอมรับสารการยืนยันหรือ
 สารการให้ความเห็นชอบอย่างเป็นทางการต้องมอบไว้กับผู้เก็บ
      รักษา
2.   องค์การใดที่อ้างถึงในวรรค 1 ข้างต้นซึ่งเข้าเป็นภาคีอนุสัญญานี้โดยไม่มีรัฐสมาชิกใดของตนเป็นภาคี
      ต้องผูกพัน โดยพันธกรณีทั้งปวงภายใต้อนุสัญญานี้ ในกรณีขององค์การเช่นว่าซึ่งมีรัฐสมาชิกรัฐหนึ่ง
      หรือมากกว่าของตน เป็นภาคี อนุสัญญา
  องค์การหรือรัฐสมาชิกของตนต้องตัดสินใจเกี่ยวกับความรับ
      ผิดชอบต่อการปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาในกรณีเช่นว่าองค์การและรัฐสมาชิกจะใม่มีสิทธิที่
      จะใช้สิทธิภายใต้อนุสัญญาในเวลาเดียวกัน
3.       ในสารให้คำยืนยันหรือความเห็นชอบอย่างเป็นทางการของตน องค์การที่อ้างถึงในวรรค 1 ข้างต้น  
     
ต้องประกาศ
ขอบเขตอำนาจตนในส่วนที่เกี่ยวกับเรื่องที่กำหนดโดยอนุสัญญา องค์การเหล่านี้ต้องแจ้ง
      ผู้เก็บรักษาด้วยว่าผู้ใด
จะแจ้งให้ภาคีทราบถึงการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญใดในเรื่องขอบเขตอำนาจของ
      ตนด้วย
ข้อ  23
ภาคยานุวัติ
1.       อนุสัญญานี้ต้องเปิดให้ภาคยานุวัติโดยรัฐ โดยนามิเบีย  ซึ่งทำหน้าที่แทนโดยคณะมนตรีสห
      ประชาชาตสำหรับ
นามิเบียและองค์การความร่วมมือทางการเมืองและ/หรือทางเศรษฐกิจ ตั้งแต่วันหลัง
      จากวันที่อนุสัญญานี้ปิดการ
ลงนามภาคยานุวัติต้องมอบไว้กับผู้เก็บรักษา
2.       ในภาคยานุวัติสารของตน  องค์การที่อ้างถึงในวรรค 1 ข้างต้นต้องประกาศขอบเขตอำนาจของตน
      ในส่วนที่เกี่ยวกับ
เรื่องที่กำหนดโดยอนุสัญญา องค์การเหล่านี้แจ้งผู้เก็บรักษาถึงการเปลี่ยนแปลงที่
      สำคัญใดในขอบเขตอำนาจของตน
3.   บทบัญญัติของข้อ 22 วรรค 2 ต้องใช้บังคับกับองค์การความร่วมมือทางการเมืองและ/ หรือทาง
      เศรษฐกิจซึ่งภาคยานุวัติ อนุสัญญานี้
ข้อ 24
สิทธิลงคะแนนเสียง 
1.   เว้นแต่ที่ได้กำหนดไว้ในวรรค 2 ท้ายนี้  ให้ภาคีคู่สัญญาแต่ละฝ่ายของอนุสัญญานี้มีหนึ่งคะแนนเสียง
 
2.   องค์การความร่วมมือทางการเมืองและ/หรือทางเศรษฐกิจ ภายในขอบเขตอำนาจของตน ตามข้อ 22
      วรรค
3
    และข้อ 23 วรรค 2 ต้องใช้สิทธิในการลงคะแนนเสียงเท่ากับจำนวนรัฐสมาชิกของตนซึ่งเป็นภาคี
      อนุสัญญาหรือ
 เป็นพิธีสารที่เกียวข้ององค์การ เช่นว่าต้องไม่ใช้สิทธิในการลงคะแนนเสียงหากรัฐ
      สมาชิกขององค์การได้ใช้สิทธิ
 ของตนไปแล้วและเช่นเดียวกันในทางกลับกัน
ข้อ 25
การมีผลใช้บังคับ
1.       อนุสัญญานี้จะมีผลบังคับใช้ในวันที่เก้าสิบหลังจากวันที่มีการมอบสัตยาบันสาร สารการยอมรับ
      สารการยืนยันอย่างเป็น ทางการ  สารการให้ความเห็นชอบ หรือภาคยานุวัติสารฉบับที่ยี่สิบ
2.       สำหรับแต่ละรัฐหรือองค์การความร่วมมือทางการเมืองและ/ หรือทางเศรษฐกิจ ซึ่งได้ให้สัตยาบันยอม
      รับเห็นชอบหรือ  ยืนยันอย่างเป็นทางการ อนุสัญญานี้หรือที่ภาคยานุวัติภายหลังจากวันที่ได้มี
      การมอบสัตยาบันสาร สารการยอมรับสารการให้ความเห็นชอบ สารการยืนยันอย่างเป็นทางการ หรือ
      ภาคยานุวัติสารฉบับที่ยี่สิบ อนุสัญญานี้ จะมีผลใช้บังคับในวันที่เก้าสิบหลังจากวันที่รัฐหรือองค์การ
      ความร่วมมือทางการเมืองและ/หรือทางเศรษฐกิจ เช่นว่า ได้มอบสัตยาบัน สารการยอมรับ สารให้
      ความเห็นชอบ สารการยืนยันอย่างเป็นทางการ  หรือภาคยานุวัติสาร
3.       เพื่อความมุ่งประสงค์ของวรรค 1 และ 2 ข้างต้น สารใดที่ได้รับโดยองค์การความร่วมมือทางการเมือง
      และ/หรือทางเศรษฐกิจต้องไม่นับรวมเพิ่มเติมจากสารที่ได้มอบโดยรัฐสมาชิกขององค์การเช่นว่า
ข้อ 26
ข้อสงวนและคำแถลง
1.   ข้อสงวนหรือข้อยกเว้นแต่อนุสัญญานี้ไม่ไม่อาจทำได้
2.   วรรคที่ 1 ของข้อนี้  ไม่ห้ามรัฐหรือองค์การความร่วมมือทางการเมืองและ/ หรือทางเศรษฐกิจในขณะที่
      ลงนามให้
 สัตยาบัน ยอมรับเห็นชอบยืนยันอย่างเป็นทางการ หรือภาคยานุวัติสารยอมรับเห็นชอบ
      ยืนยันอย่างเป็นทางการ
  หรือภาคยานุวัติอนุสัญญานี้ในการทำคำประกาศหรือคำแถลงไม่ว่าจะใช้ข้อ
      ความหรือเรียกชื่อ อย่างไรก็ตาม โดยมุ่ง
ในบรรดาสิ่งทั้หลายที่ทำให้ข้อกฏหมายและข้อบังคับของตน
      สอดคล้องกับบทบัญญัติของอนุสัญญานี้ โดยมีเงื่อนไข
 ว่า คำประกาศหรือคำแถลงเช่นว่าจะต้องไม่มี
      ความหมายให้ตัดหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขผลทางกฏหมายของบทบัญญัติ
 ของอนุสัญญานี่ที่ใช้บังคับ
      กับรัฐนั้น
ข้อ 27
การถอนตัว
1.      ไม่ว่าในเวลาใดๆ ภายหลังสามปี นับแต่วันที่อนุสัญญานี้มีผลใช้บังคับแก่ภาคี ภาคีนั้นอาจถอนตัว
      จากอนุสัญญาได้โดยการแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรไปยังผู้เก็บรักษา
ข้อ 28
ผู้เก็บรักษา      
    
เลขาธิการสหประชาชาติเป็นผู้เก็บรักษาอนุสัญญานี้และพิธีสารใดๆ ตามอนุสัญญานี้
ข้อ 29
ตัวบทที่ถูกต้อง        
     
ต้นฉบับตัวบทภาษาอาหรับ จีน อังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย และสเปน ของอนุสัญญานี้มีความถูกต้องเท่า
      เทียมกัน
 เพื่อเป็นพยานแก่การนี้ ลงนามข้างท้ายนี้ซึ่งได้รับมอบอำนาจเพื่อการนี้ ได้ลงนามอนุสัญญา
      นี้
  ทำ ณ………………………………….เมื่อวันที่……………………………… ..1989

 

 

 

จำนวนผู้เยี่ยมชม Counters ครั้ง
สำนักจัดการกากของเสียและสารอันตราย กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โทรศัพท์ 0 2298 2433 โทรสาร 0 2298 2427